คุณรู้สึกเครียดหรือรู้สึกไม่ดีในทุกเช้าวันทำงานมั้ย  คุณมีความรู้สึกหนักอึ้งในคืนวันอาทิตย์ก่อนการทำงานที่แสนยาวนานในสัปดาห์ที่จะถึงหรือเปล่า ความรู้สึกหนักอึ้งตรงนี้คนมักจะคิดว่ามาจากปัจจัยภายนอก เช่น เดดไลน์ของงาน ใบแจ้งหนี้ อาชีพที่ทำอยู่ หรือมาจากครอบครัว แต่ความจริงนั้นความรู้สึกที่หนักอึ้ง ท่วมท้น ประเดประดังนี้มาจากการที่เราใช้ชีวิตแบบไม่มีทิศทาง ใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่น ใช้ชีวิตด้วยความกลัว แต่ไม่ใช่ด้วยความตั้งใจด้วยการเลือกของตัวเอง

ทุกวันนี้โลกหมุนไว เราต่างก็ไปทำงาน ส่งอีเมล ส่งงานให้ทันตามเดดไลน์ เลี้ยงลูก จ่ายบิล ใช้ชีวิตตาม pattern จนลืมพาร์ทสำคัญหนึ่งในชีวิตไป พาร์ทที่เลือกเส้นทาง เลือกเป้าหมาย เลือกสิ่งที่จะให้คุณค่า หรือเลือกความฝันของตัวเอง

ความจริงภายใต้สิ่งเหล่านี้คือ เรากำลังสูญเสีย Agency

Agency คือความสามารถที่จะเป็นนายตัวเอง ทำในสิ่งที่เราเลือกเองไม่ใช่ตามคนอื่น ไม่ต้องให้ใครคอยมาสั่ง ใช้ชีวิตทำตามความฝันตามเส้นทางของตัวเอง ไม่ว่าปัจจัยภายนอกจะเป็นอย่างไรก็ตาม ลองมาดูกฎ 5 ข้อจากหนังสือ The 5 Laws of Agency ของคุณ Jonathan Jenkins ที่จะช่วยให้คุณมี Agency มากขึ้นกัน

The 5 Laws of Agency book from amazon.com

Law one : Control the frame 

โลกใบนี้อยู่ที่กรอบความคิดของเรา กรอบความคิดที่คอยตีความเหตุการณ์ต่างๆ ก่อนที่เราจะรู้ตัว

ยกตัวอย่างเช่น หัวหน้างานเดินมาบอกว่า project ที่ทำอยู่จะมีการเปลี่ยนแปลงนะ ซึ่งเป็นการแจ้งให้ทราบเฉยๆ ไม่ได้มีใครทำผิดอะไร บางคนฟังแล้วไม่ได้รู้สึกอะไร แต่บางคนอาจจะฟังแล้วรู้สึกไม่ดี รู้สึกเหมือนโดนปฏิเสธ รู้สึกเหมือนตัวเองทำผิด ทั้งๆ ที่ผู้พูดไม่ได้ตำหนิอะไร ทั้งนี้เนื่องมาจากกรอบความคิดของตัวเองที่ว่า ความไม่แน่นอนนั้นเป็นสิ่งไม่ดี

ทุกครั้งที่เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีขึ้น ให้ลองหยุดแล้วสังเกตดูว่าความรู้สึกนั้นมันเกิดมาจากกรอบความคิดแบบใด กรอบความคิดนี้มาจากไหน มาจากเรื่องราวในอดีตเรื่องใดหรือเปล่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่ดีนั้นมันเกิดขึ้นจริง หรือแค่เพราะเราตีความไปเอง

ขั้นแรกที่สุดคือการตระหนักรู้ เมื่อรู้แล้วเราถึงจะเริ่มเปลี่ยนแปลงและเลือกกรอบความคิดที่จะส่งผลดีกับตัวเราได้

Law two : Energy beats time

สิ่งที่เราควรบริหารไม่ใช่เวลา แต่เป็น energy ของเรา 

เคยมั้ยที่จัดตารางเวลาชีวิตซะดิบดีตั้งแต่เช้าถึงเย็น แต่กลับรู้สึกหมดแรงตั้งแต่ช่วงบ่ายต้นๆ เคยมั้ยที่พยายามจะ productivity ทำ to do list มากมายแต่สุดท้ายทำไม่ไหวแล้วโทษตัวเองว่าไม่มีวินัย

จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เพราะไม่มีวินัย แต่เป็นเพราะ energy ของเราที่มีจำกัดต่างหาก

ซึ่ง energy นั้น ไม่ได้มาจากการพักผ่อน หรือการกินอาหารดีๆ อย่างเดียว แต่มันมาจากการทำสิ่งที่สอดคล้องกับเป้าหมาย หรือ purpose ของเราด้วย

เคยเป็นมั้ย ที่ทำงานหนัก ผ่านตารางชีวิตที่วุ่นวาย แต่พอได้พักผ่อนเท่าไรก็รู้สึกไม่พอ หรือไม่หายเหนื่อยสักที นั่นอาจจะเป็นเพราะคุณทำในสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายหรือตัวตนของคุณ

กิจกรรมหรือแม้กระทั่งการทำงานบางอย่างกลับสร้าง energy ให้เราได้ สำหรับบางคนอาจจะเป็นงาน creative , การมี meaningful relationship, หรืองานใดๆ ก็ตามที่คุณอยากทำ หรืองานที่สอดคล้องกับตัวตนของคุณจริงๆ

ลองตรวจสอบ energy ของคุณดูด้วยการลิสต์ทุกอย่าง ทุกกิจกรรม ที่ทำเมื่อวาน แล้วลองใส่เครื่องหมาย + หากกิจกรรมนั้นสร้าง energy ให้กับคุณ ใส่เครื่องหมาย – หากกิจกรรมนั้นทำให้ energy คุณลดลง หรือใส่เครื่องหมาย = กรณีที่กิจกรรมนั้นไม่ได้ทำให้ energy ของคุณลดหรือเพิ่มสักเท่าไร แล้วลองสังเกตดูว่า วันวันหนึ่งสิ่งที่คุณทำนั้นสร้างหรือดูด energy ในชีวิตคุณออกไป

ลองจัดตารางชีวิตให้มีกิจกรรมที่สร้าง energy ให้คุณมากขึ้น หรือคงกิจกรรมเหล่านั้นไว้ และพยายามลดกิจกรรมที่ดูด energy อันมีค่าของคุณให้ได้มากที่สุดดู

Law three : Direction beats speed

ความเร็วที่ไร้ทิศทางย่อมไร้ความหมาย การทำงานหนัก การที่พยายาม productivity โดยไม่มีทิศทางนั้นถือเป็นการเสียเวลาเปล่า

บางคนอาจจะตั้งใจเรียน จบมาทำงานหนักเพื่อเงินเดือน เพื่อตำแหน่ง เพื่อได้รับการยอมรับจากสังคม เร่งสปีดตั้งใจทำงานเพื่อหนีคำถามสำคัญที่ว่า “นี่คือชีวิตที่เราต้องการจริงๆ เหรอ” ชีวิตที่เกิดมาครั้งเดียว ทุกสิ่งที่เราทำอยู่คือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรือไม่

ถ้าหากไม่ใช่ เราอาจจะต้องลดความเร็วลง แล้วหันกลับมาถามตัวเองว่า สิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ คืออะไร เดินอย่างช้าๆ ในเส้นทางที่ถูกต้องนั้นดีกว่าเร่งความเร็วในเส้นทางที่ไม่ใช่

“เรากำลังสร้างอะไรอยู่” เป็นหนึ่งในคำถามสำคัญก่อนที่จะเร่งสปีดลงมือทำ

Law four : Brain is a compass, not container

หน้าที่ของสมองคือการคิด การวิเคราะห์ เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางชีวิต ไม่ใช่ตู้คอนเทนเนอร์ที่ไว้ใช้จดจำและเก็บเรื่องราวมากมายในชีวิต

ถ้าสมองเก็บและจดจำเรื่องราวมากไปในหัว สิ่งที่จะลดลงเลยก็คือความกระจ่างหรือความชัดเจนของความคิด ความคิดของเราจะเฉียบน้อยลง จะคิดแบบเร็วๆ ไวๆ หรือก็คือจะสูญเสีย Agency นั่นเอง

เราจะเหนื่อย รู้สึกไม่อยากทำอะไร หรืออาจจะหันไปไถมือถือ เพราะถ้าคิดดีๆ แล้วจะพบว่าการไถมือถือแทบไม่ให้ประโยชน์อะไรเลย แต่พอสมอง overload มันก็คิดน้อยลง คิดไวๆ หันไปทำอะไรที่อาจจะไม่ให้ประโยชน์อะไรกับเรา

ความรู้สึกหมดแรง, burnout, หรือความรู้สึกที่เหมือนแบกโลกทั้งใบไว้อาจจะเป็นเพราะเราเก็บทุกอย่างไว้ในหัว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ต้องทำ ความกังวลเรื่องต่างๆ แพลนงาน หรือความคิดเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ในชีวิต

ลองเขียนมันออกมาทั้งหมด ไม่ต้องพยายามจัดเรียง แค่เอาทุกอย่างออกมาจากสมอง แล้วลองดูว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่ต้องจำก็เอามาใส่ในปฏิทินหรือแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องแบกมันไว้ในหัวอีกต่อไป อะไรที่เป็นปัญหาก็ลองคิดถึง next step ที่ทำได้ดู ไม่จำเป็นต้องรีบแก้ไขมันทั้งหมด อะไรที่ควรแชร์กับคนอื่นก็ลองพิจารณาเล่าให้คนอื่นฟัง เพื่อให้สมองโล่งขึ้น ให้มันกลับไปทำหน้าที่หลักคือการคิดและนำทางชีวิต

Law five : Asymmetry or death

เราควรจะโฟกัสทำในสิ่งที่ leverage ได้ กล่าวคือสิ่งที่ใส่ input ไม่มากแต่ได้ output ออกมามากกว่า

โลกทุกวันนี้หมุนไวและไปไวมาก ความพยายามแบบเส้นตรง แบบใส่ input เข้าไปหนึ่งได้ output ออกมาแค่หนึ่งนั้นจะทำให้เราตามโลกนี้ไม่ทัน ต่อให้เราพยายามแค่ไหน  พยายามมีวินัยเท่าไร แต่ถ้าสิ่งที่เราทำไม่สามารถ leverage ได้ สิ่งที่เราทำก็จะเป็นแค่การแลกเวลามากับผลลัพธ์ สุดท้ายโลกที่ไปไวแบบ exponential ก็จะทิ้งเราไว้ข้างหลังอยู่ดี

บางครั้งชีวิตอาจจะไม่ได้ต้องการให้เราทำงานมากขึ้นหรือหนักขึ้น แต่ต้องการให้เราทำสิ่งที่ leverage ได้ ทำสิ่งที่ได้สัดส่วนผลลัพธ์มากกว่าความพยายามที่ใส่ไป เช่น การตัดสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อยโดยไม่จำเป็นออก, ตัดความสัมพันธ์ไม่ดีเพื่อลดปัญหาในอนาคต, ตัดการประชุมที่ไม่จำเป็นออกไป, เลือกทำงานหรือสร้าง product ที่ทำงานให้เราได้ตอนหลับ, เรียนรู้ skill ที่จะช่วยสร้างประโยชน์ให้เราได้ในอนาคต

To Apply

เมื่อรู้กฎทั้ง 5 ข้อแล้ว ให้ลองถามตัวเองทุกเช้าดูว่าจะทำตามกฎ 5 ข้อนี้ในวันนี้ยังไงได้บ้าง แล้วตอนเย็นก็ลองสังเกตและเก็บข้อมูลดูว่าอะไรเวิร์ก อะไรไม่เวิร์ก

คนเรามักจะใช้ชีวิตเพื่อตอบสนองตามปัจจัยภายนอกมากกว่าความต้องการจากภายใน งานที่เร่งด่วน ความคาดหวังของคนอื่น หรือสิ่งต่างๆ ภายนอกมักจะมาพรากเวลาหรือ energy ของเราไป ทุกๆ เช้าลองตั้งกรอบความคิด จัดเวลาให้กิจกรรมที่สร้าง energy จัดเวลาให้สิ่งที่ตรงกับเส้นทางที่เราเลือก ก่อนที่จะออกไปเผชิญกับสิ่งภายนอกไม่ว่าจะเป็นงานเร่งด่วนจากคนอื่น อีเมล การแจ้งเตือนต่างๆ หรือ social media

The Return

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกวันที่เราจะทำตามกฎเหล่านี้ได้ แน่นอนว่ามันจะต้องมีวันที่เป็น bad day หรือวันที่เราหลุดออกจากกฎเหล่านี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติที่จะต้องเกิดขึ้น อย่าเพิ่งโทษตัวเอง อย่าเพิ่งคิดว่ากฎเหล่านี้ไม่เวิร์ก ยิ่งเราพาตัวเองกลับมาสู่เส้นทาง กลับมาทำตามกฎได้บ่อยเท่าไร นั่นแหละคือวันที่กฎเหล่านี้จะค่อยๆ เวิร์กขึ้นมาสำหรับเรา

เมื่อไรที่ทุกอย่างเริ่มหลุดออกนอกกฎ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการหยุด ไม่ต้องเร่งสปีดเพื่อชดเชยช่วงที่หลุดออกจากเส้นทางไป แล้วเขียนทุกอย่างออกมา ลองหาแพทเทิร์นที่ทำให้เราใช้ชีวิตหลุดออกจากกฎเหล่านี้ เลือกกฎมาเพียงข้อเดียวแล้วทำตามสักหนึ่งอาทิตย์เพื่อพาตัวเองกลับสู่เส้นทาง ไม่ต้องพยายามทำหลายกฎพร้อมกัน ค่อยๆ แก้ไปทีละเรื่องทีละกฎก็เพียงพอ จากนั้นหาคนที่ไว้ใจได้เล่าให้เขาฟัง การที่เราเล่ามันออกมาแล้วมีคนรับฟังก็นับว่าเป็นวิธี healing วิธีหนึ่ง

การมี Agency ไม่ใช่การควบคุมเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่เป็นการควบคุมการตอบสนองต่อเหตุการณ์เหล่านั้นต่างหาก

และเพื่อที่จะมี Agency เพื่อที่จะมีชีวิตที่ไม่ว่าจะเจออะไรก็จะสามารถกลับมาสู่เส้นทางของตัวเองได้ สิ่งที่ต้องทำเลยก็คือการฝึกฝนที่จะทำตามกฎเหล่านี้ แค่อ่านหรือเข้าใจนั้นยังไม่เพียงพอ ต้องลงมือทำเพื่อสร้างชีวิตที่เป็นของคุณเองค่ะ

ส่วนตัวเราค่อนข้างชอบพาร์ท The Return มากๆ เพราะหลายครั้งที่ตัวเองขี้เกียจ หรือหลุดออกนอกเส้นทาง หลุดออกจาก To do list ที่วางแผนไว้ก็มักจะรู้สึกว่าเพราะตัวเองไม่มีวินัย รู้สึกว่าสิ่งนี้มันไม่ควรเกิดขึ้นเลยแล้วก็มักจะคิดว่าบางทีเส้นทางนี้อาจจะไม่เหมาะกับเรา แต่เล่มนี้ทำให้เราได้มองอีกมุมหนึ่งว่า มันเป็นเรื่องปกติมากที่เราจะออกนอกเส้นทาง เป็นเรื่องปกติมากที่จะทำตามสิ่งที่ตั้งใจไว้ไม่ได้บ้าง เป็นเรื่องปกติมากของมนุษย์ แต่จุดสำคัญคือการกลับมาสู่เส้นทางที่เราเขียนไว้ ยิ่งกลับมาได้บ่อยเท่าไร ต่อไปเราก็จะยิ่งกลับมาได้ไวมากขึ้นเท่านั้น ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนกลับมาสู่เส้นทางของตัวเองได้เสมอนะคะ